นู-เอ็นแคป (Nu-Encap) คือระบบการนำพาสารสู่ผิว ที่ได้จดสิทธิบัตรและเปิดตัวในการประชุมแพทย์สากล ณ มลรัฐซานฟรานซิสโกเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2547 จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งวงการแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ได้พยายามคิดค้นวิธีการและสารนำพาใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของยาและเครื่องสำอาง โดยเน้นการพัฒนากลไกในการดูดซึม หรือการนำพาสารสู่ผิวที่มีประสิทธิภาพ แต่พบว่ายังมีข้อจำกัดและปัญหาสำคัญอยู่หลายประการ ได้แก่
Archive for the ‘ผิวใส ผิวสวย’ Category
อาหารแสลงสิว
สิว เป็นโรคสำหรับคนหนุ่มสาวก็ว่าได้ เพราะเรามักพบเห็นคนเป็นสิวเมื่ออยู่ในช่วงวัยรุ่น และจะค่อยๆ ลดน้อยลงเมื่ออายุพ้น 25 ปีไปแล้ว แต่ข้อสรุปนี้…ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคนเนื่องจากบางคนเกิดมา สิวสักเม็ดบนใบหน้าก็ไม่เคยได้สัมผัส ในขณะที่บางคนต้องควักกระเป๋าจ่ายค่ายา ค่ารักษาสิวกันแบบจะล่มจะจมกันไปเลยก็มี สำหรับคนเป็นสิว เรามักมีคำพูดปลอบใจติดปากที่ติดหูมาจากโฆษณาชิ้นหนึ่งว่า สิว…เป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งก็ช่วยลดความกังวลใจเบื้องต้นลงได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าต้องการลดทั้งความกังวลใจและปริมาณสิว ก็ลองมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคกันดูสักตั้ง เผื่ออะไรอะไรบนใบหน้าจะดีขึ้นมาบ้าง
ไขความลับ Mesotherapy!!
Mesotherapy คืออะไร? Mesotherapy ถูกค้นพบในปี 1952 โดย ดร.ไมเคิล บิสตอร์ แพทย์ชาวฝรั่งเศส และได้แพร่หลายในวงการความงามฝรั่งเศสมากกว่า 50 ปี โดยได้รับการรับรองจาก French Academy of Medicine ก่อนที่จะแพร่หลายไปยังวงการศัลยกรรมผิวพรรณทั่วโลก หลักการทำงานของ Mesotherapy ก็คือ การฉีดสารอาหารในปริมาณน้อยแต่หลายครั้ง (Multiple Micros Injection) เข้าสู่ผิวชั้นในโดยตรงเพื่อไปกระตุ้นเซลล์ผิวบริเวณนั้นๆ ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาความงามในด้านต่างๆ ได้อย่างตรงจุด และเห็นผลมากขึ้น โดยปัญหาที่ Mesotherapy มีส่วนร่วมในการเข้าไปแก้ไขและได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือ ปัญหาเรื่องริ้วรอยและ จุดด่างดำบนใบหน้า โดยแพทย์จะทำการฉีดสารแอนติออกซิเดนท์ และวิตามินเข้าไปในชั้นผิวโดยตรง เพื่อเป็นการกระตุ้นและฟื้นฟูเซลล์ผิวจากภายใน ทำให้จุดด่างและริ้วรอยจางลง เมื่อรักษาอย่างต่อเนื่องผิวหน้าจะขาวใสและดูดีขึ้น ซึ่งอาจจะให้ผลเร็วกว่าการทาครีมบำรุงเพียงอย่างเดียว ประโยชน์ของ Mesotherapy การคืนความอ่อนเยาว์ให้ใบหน้าและลำคอ / เมซโซลิฟท์ ผิวหนังที่มีริ้วรอย หย่อนยานและเหี่ยวย่น เกิดจากไขมันสะสมผิวหนังขาดความยืดหยุ่นและถูกอนุมูลอิสระทำลาย Mesotherapy สามารถกำจัดไขมันใต้ลำคอและความเสียหายจากอนุมูลอิสระ รวมทั้งทำให้ผิวกระชับ โดยใช้สารต้านอนุมูลอิสระและกรดอะมิโน เพื่อคืนความอ่อนเยาว์ให้ใบหน้า หนังตาและลำคอแล้ว [...]
เทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อผิวสวย 5
การพัฒนาครีมกันแดดอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสภาพแวดล้อมถูกทำลายไปมากโดยเฉพาะโอโซนชั้นบรรยากาศที่ช่วยกรองรังสียูวี จากแสงอาทิตย์ จึงทำให้แสงที่ตกกระทบสู่พื้นโลกอยู่ในระดับรุนแรงยิ่งขึ้น ครีมกันแดดปัจจุบันป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบี แต่คาดว่าในอนาคตจะพัฒนาให้สามรถป้องกันรังสียูวีซี (รังสีที่ใช้ทำสเตอริไลซ์เครื่องมือแพทย์) เพราะโอโซนที่กรองรังสีถูกทำลายไปมากทำให้รังสีนี้ลอดผ่านเข้ามาได้
เทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อผิวสวย 4
สารมหัศจรรย์ตัวใหม่เพื่อต้านริ้วรอย ทุกๆปี นักวิทยาศาสตร์มักจะค้นพบสารความงามใหม่ๆ มาปลุกเร้าวงการสกินแคร์ให้ตื่นตัวอยู่เสมอโดยมีการพัฒนาส่วนผสมให้เห็นผลเร็วยิ่งขึ้นและไม่ระคายเคือง โดยเฉพาะในกลุ่มต่อต้านริ้วรอย มีการค้นพบสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ตัวใหม่ที่ชื่อว่า อีดีบีโนน (Idebenone) ซึ่งเป็นที่รู้จักในสมาคมแพทย์ผิวหนังที่อเมริกาและมีการยืนยันถึงประสิทธิภาพดีกว่า วิตามินอีและซี
เทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อผิวสวย 3
The New Dream Cream ปัจจุบันวงการสกินแคร์ก็มีการคิดค้นผลิตภัณฑ์ทีอิงหลักการรักษาแบบแพทย์ผิวหนังมากขึ้น หรือมีการผลิตครีมบำรุงผิวทีมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องพึ่งกรรมวิธีที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดหรือเสียค่าใช้จ่ายแพงแต่อย่างใด ซึ่งหลายแบรนด์พยายามคิดค้นส่วนผสมแปลกใหม่โดยอ้างถึงคุณสมบัติอันล้ำเลิศว่าจะมาเป็นฮีโร่ของครีมบำรุงเพื่อแก้ไขปัญหาผิวพรรณย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
เทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อผิวสวย 2
โบท็อกซ์เพื่อแก้ไขรูปหน้า การฉีดโบท็อกซ์นอกจากเพื่อลดเลือนริ้วรอยแล้ว ล่าสุดเริ่มมีการนำมาใช้เพื่อแก้ไขรูปหน้าด้วย เช่นปรับความโค้งของคิ้ว ลดขนาดจมูก ยกริมฝีปากที่ตกขึ้นให้ดูเหมือนยิ้ม หรือปรับใบหน้าให้ดูเรียวขึ้น เป็นต้น โดยหลักการคือ แพทย์จะฉีดโบท็อกซ์บริเวณที่ต้องการแก้ไข เพื่อให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นคลายตัว อย่างผู้ที่มีรูปหน้าใหญ่ สามารถใช้เทคนิคนี้โดยฉีดโบท็อกซ์ที่กล้ามเนื้อบริเวณกรามเพื่อให้คลายตัวแล้วค่อยๆฟีบลง ส่งผลให้ใบหน้าดูเรียวขึ้น ซึ่งจะอยู่ได้นานประมาณ 5 เดือนแต่ต้องดูด้วยว่ารูปหน้าที่ใหญ่เกิดจากรูปกรามหรือมีเนื้อเยอะ
เทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อผิวสวย 1
ปัจจุบันสาวไทยมีการตื่นตัวด้านการดูแลรักษาผิวพรรณกันมากขึ้นโดยเฉพาะการมีผิวสวยโดยไม่ต้องพึ่งศัลยกรรมซึ่งนับเป็นกระแสที่มาแรงเพราะใครๆก็อยากสวยแต่ไม่อยากเจ็บตัว ดังนั้นการไปพบแพทย์ผิวหนังจึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไป แถมเดี๋ยวนี้ยังมีเครื่องมือที่ทันสมัยที่ให้ผลทันตาและปลอดภัยเพราะใช้สารที่มีความเข้มข้นกว่าโดยผ่านกรรมวิธีทางการแพทย์ ส่วนวงการสกินแคร์ก็พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเช่นกัน เพราะเทคโนโลยีการสกัดและผสมสารความงามต่างๆ มีความทันสมัยโดยมุ่งเน้นการบำรุงที่ตรงจุดมากยิ่งขึ้น
การรักษาอาการแพ้จากเครื่องสำอาง
1. หยุดการใช้เครื่องสำอางนั้นทันที และพยายามเช็ดหรือชะล้างบริเวณที่ใช้เครื่องสำอางนั้นให้สะอาดที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยปกติอาการแพ้ไม่รุนแรงมากนัก หลังจากนั้นสังเกตุดูว่ามีอาการแพ้ลุกลามมากขึ้นอีกหรือไม่ โดยมากมักจะหายภายใน 7-10 วัน แต่หากมีอาการรุนแรงควรรีบไปปรึกษาแพทย์โดยเร็วที่สุด 2.หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ เมื่อทราบสาเหตุว่าแพ้เครื่องสำอางชนิดใดหรือสารที่เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางนั้น ควรงดใช้หรือหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด 3.รักษาอาการแพ้ให้หาย หากเป็นผื่นแดง หรือเป็นตุ่มบวม หรือเป็นตุ่มน้ำใสมีน้ำเหลืองซึมออกมา ก็ควรทำความสะอาดแผลและใส่ยาฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันการอักเสบเป็นหนอง นอกจากนี้ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อให้ตรวจดูว่าเ้ป็นอาการที่เกิดขึ้น จากการแพ้เครื่องสำอางหรือไม่ หรือเกิดจากสาเหตุอื่น เพื่อรักษาและหยุดปฏิกิริยาการแพ้ให้หายโดยเร็วที่สุด
ลักษณะการแพ้จากเครื่องสำอางชนิดต่างๆ
ลักษณะการแพ้จากเครื่องสำอางชนิดต่างๆ ลิปสติก การแพ้ลิปสติกจะเกิดอาการปวดแสบ ปวดร้อน คัน และระคายเคืองที่ริมฝีปาก บางครั้งอาจเกิดอาการที่เยื่อบุช่องปากด้วย ทำให้ริมฝีปากแห้งและลอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บริเวณมุมปาก บางคนมีอาการมากจนมีการอักเสบและมีน้ำเหลืองไหลออกมาด้วย สารที่ทำให้เกิดการแพ้ลิปสติกมักเป็นสีที่ผสมอยู่ ยิ่งถ้าลิปสติกแท่งไหนที่มีสีติดทนนานก็มีโอกาสเกิดการแพ้ได้ง่าย ยาย้อมผม การแพ้ยาย้อมผมจะเกิดอาการหนังศีรษะแดง มีการอักเสบและคันมาก บางคนเกิดการแพ้มากจนทำให้หนังศีรษะบวมและลามลงมาปิดตาทั้งสองข้าง อาการแพ้อาจจะไม่ได้เกิดทันทีหลังย้อมผมแต่อาจเกิดขึ้นภายหลัง 1-2 วันต่อมา สารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ในยาย้อมผม คือ (Paraphenyl lenediamine : PPDA) สารกันแดด และ สี



Posted in
Tags: