| เครื่องสำอางตาม พ.ร.บ.
เครื่องสำอาง [สาระสำคัญโดยสรุป]
ความหมายของ คำว่า ” เครื่องสำอาง “ ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535กำหนดไว้ว่า
(1) วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ หรือกระทำด้วยวิธีอื่นใด ต่อส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเพื่อความสะอาด ความสวยงาม หรือส่งเสริมให้เกิดความสวยงาม และรวมตลอดทั้งเครื่องประทิ่นผิวต่างๆด้วย แต่ไม่รวมถึงเครื่องประดับและเครื่องแต่งตัวซึ่งเป็นอุปกรณ์ภายนอกร่างกาย
(2) วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอางโดยเฉพาะ หรือ
(3) วัตถุอื่นที่กำหนดโดยกฎกระทรวงให้เป็นเครื่องสำอาง
อาจสรุปได้ง่ายๆว่า
1. เครื่องสำอางเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เฉพาะกับผิวกายภายนอกเท่านั้น เช่น ผิวหนัง ริมฝีปาก และ ในช่องปาก เส้นผม เล็บ รวมทั้งอวัยวะเพศส่วนนอก
2. ใช้เพื่อความสะอาดในชีวิตประจำวัน เช่น ขจัดคราบเหงื่อไคล สิ่งสกปรกที่ผิวกาย เส้นผม
3. ใช้เพื่อระงับกลิ่นกาย แต่งกลิ่นหอม
4. ใช้เพื่อปกป้องหรือส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดี ปรับแต่งให้แลดูดี โดยที่ไม่สามารถไปมีผลต่อโครงสร้างหรือการทำหน้าที่ใดๆของร่างกายมนุษย์
เครื่องสำอางไม่สามารถบำบัด บรรเทา รักษา ป้องกันโรค
หรือมีผลต่อโครงสร้าง หรือการทำหน้าที่ใดๆของร่างกายมนุษย์
การบริโภคเครื่องสำอาง
1. ผู้บริโภคเลือกใช้เองในชีวิตประจำวัน ใช้กันทุกเพศ ทุกวัย
2. ผู้บริโภคมักหวังผลแต่ด้านดี ใช้ตามความพึงพอใจ ไม่ค่อยคำนึงถึงอาการข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้
3. ฉลากและภาชนะบรรจุมักจะสวยงาม ดึงดูดความสนใจ
4. จำหน่าย และส่งเสริมการขายได้โดยอิสระ
5. ไม่ต้องขออนุญาตก่อนทำการโฆษณา จึงมักพบว่ามีการโฆษณาเกินความจริง หรือทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
จากการวิเคราะห์ความเสี่ยงและประเมินความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแล้ว จัดแบ่งเครื่องสำอางออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ เป็นเครื่องสำอางที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอันตรายกับผู้บริโภค เนื่องจากพิษภัยหรืออันตรายของเคมีภัณฑ์ที่เป็นส่วนผสม การกำกับดูแลจึงเข้มงวดที่สุด ด้วยการให้ต้องมาขึ้นทะเบียนตำรับ เมื่อได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับเครื่องสำอางควบคุมพิเศษเรียบร้อยแล้ว จึงจะผลิตหรือนำเข้ามาจำหน่ายได้
เครื่องสำอางที่จัดเป็นเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ ได้แก่ เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารควบคุมพิเศษ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ 2535 ได้แก่
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2535) เรื่อง กำหนดเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2537 เรื่อง กำหนดเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ (ฉบับที่ 3)
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2538 เรื่อง กำหนดเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ (ฉบับที่ 4)
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2539 เรื่อง กำหนดเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ (ฉบับที่ 5)
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 33) พ.ศ. 2545 เรื่อง กำหนดเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ (ฉบับที่ 6)
ตัวอย่างเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ
- ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก ไหมขัดฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์
- น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของ เซทิลไพริดิเนียมคลอไรด์
- ผลิตภัณฑ์ดัดผม ยืดผม
- ผลิตภัณฑ์ย้อมผมชนิดถาวร
- ผลิตภัณฑ์ฟอกสีผม
- ผลิตภัณฑ์ทำให้ผมดำที่มีส่วนผสมของเลดแอซีเทต หรือซิลเวอร์ไนเตรต
- ผลิตภัณฑ์กำจัดขน หรือทำให้ขนร่วง
2. เครื่องสำอางควบคุม เป็นเครื่องสำอางกลุ่มที่อาจมีผลกระทบ หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายบ้าง แต่น้อยกว่าเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ การกำกับดูแลจึงไม่เข้มงวดเท่าเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ ผู้ประกอบธุรกิจเพียงมาแจ้งรายละเอียดต่อหน่วยงานรัฐ ภายในเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน ก่อนผลิตหรือนำเข้ามาจำหน่ายในราชอาณาจักร
การกำหนดเครื่องสำอางควบคุม มี 2 ลักษณะ คือ
2.1 กำหนดให้เครื่องสำอาง 4 ประเภท เป็นเครื่องสำอางควบคุม ได้แก่
- ผ้าอนามัย ทั้งชนิดแผ่น และชนิดสอด (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2536 เรื่อง ผ้าอนามัย)
- ผ้าเย็นหรือกระดาษเย็นในภาชนะบรรจุที่ปิด (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2536 เรื่อง ผ้าเย็น)
- แป้งฝุ่นโรยตัว(ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2536 เรื่อง แป้งฝุ่นโรยตัว)
- แป้งน้ำ (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2536 เรื่อง แป้งน้ำ)
2.2 กำหนดสารควบคุม ดังนั้น เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของสารควบคุม จะจัดเป็นเครื่องสำอางควบคุม ได้แก่
- สารป้องกันแสงแดด จำนวน 19 ชนิด ที่ปรากฏตามบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวง สาธารณสุข ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2536) เรื่อง ผลิตภัณฑ์ที่มีสารป้องกันแสงแดด และประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 35) พ.ศ. 2545 เรื่อง ผลิตภัณฑ์ที่มีสารป้องกันแสงแดด (ฉบับที่ 2)
- สารขจัดรังแค (ซิงก์ไพริไทโอน และไพรอกโทน โอลามีน) ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2537 เรื่องกำหนดเครื่องสำอางที่มีสารซิงก์ไพริไทโอน และไพรอกโทน โอลามีน เป็นเครื่องสำอางควบคุม
- สารขจัดรังแค (คลิมบาโซล) ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2539 เรื่อง ผลิตภัณฑ์ที่มีสารคลิมบาโซล
3. เครื่องสำอางทั่วไป ได้แก่เครื่องสำอางที่ไม่มีส่วนผสมของสารควบคุมพิเศษ หรือสารควบคุม จะมีข้อกำหนดในการผลิตหรือนำเข้าฯ ดังนี้
3.1 เครื่องสำอางที่ผลิตในประเทศ สามารถผลิตได้โดยไม่ต้องมาแจ้งกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพียงแต่จัดทำฉลากภาษาไทยให้มีข้อความอันจำเป็น ครบถ้วน ชัดเจน ตามที่กฎหมายกำหนด (ส่วนข้อความอื่นๆบนฉลากต้องเป็นความจริง และมีเอกสารหลักฐานพร้อมที่จะพิสูจน์ได้)
3.2 เครื่องสำอางที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ต้องส่งมอบหลักฐานประกอบการนำเข้า และต้องจัดทำฉลากภาษาไทยให้มีข้อความอันจำเป็น ครบถ้วน ตามที่กฎหมายกำหนด ภายใน 30 วัน หลังจากได้รับการตรวจปล่อยให้นำเข้ามาในราชอาณาจักร (ส่วนข้อความอื่นๆบนฉลากต้องเป็นความจริง และมีเอกสารหลักฐานพร้อมที่จะพิสูจน์ได้)
ตัวอย่างเครื่องสำอางทั่วไป ได้แก่
แชมพูสระผม หรือ ครีมนวดผม ที่ไม่มีสารขจัดรังแค ,โลชั่น , ครีมบำรุงผิว, อายแชโดว์, อายไลเนอร์, ดินสอเขียนคิ้ว , บลัชออนแต่งแก้ม , ลิปสติก , ครีมรองพื้น , แป้งทาหน้า , สบู่ก้อน , สบู่เหลว, โฟม น้ำมันทาผิว , เครื่องสำอางระงับกลิ่นกาย , สีทาเล็บ , มูส หรือเยลแต่งผม เป็นต้น
นอกจากผู้ประกอบธุรกิจจะต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามข้อกำหนด ที่ระบุไว้สำหรับเครื่องสำอางแต่ละประเภทแล้ว ยังจะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอื่นๆอีกด้วย ดังนี้
1. เครื่องสำอางจะต้องไม่มีส่วนผสมของวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง ซึ่งจะมีบัญชีรายชื่อวัตถุที่ห้ามใช้ปรากฏอยู่ในประกาศกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535 ได้แก่
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2536) เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 25) พ.ศ.2539 เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง (ฉบับที่ 2)
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 34) พ.ศ. 2545 เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง (ฉบับที่ 3)
เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของวัตถุที่ห้ามใช้ ถือว่าเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ ตามกฎหมายห้าม มิให้ผู้ใดผลิตเพื่อขาย นำเข้าเพื่อขาย หรือขายเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ หากผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2. เนื่องจากสารบางอย่างอาจนำมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางได้ แต่จะต้องใช้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งจะมีบัญชีรายชื่อวัตถุที่อาจใช้ และเงื่อนไขในการนำไปใช้ ปรากฏอยู่ในประกาศกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535 ได้แก่
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2538 เรื่อง กำหนดวัตถุที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2539 เรื่อง กำหนดวัตถุที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง (ฉบับที่ 2)
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2540 เรื่อง กำหนดวัตถุที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง (ฉบับที่ 3)
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2538 เรื่อง กำหนดสีที่อนุญาตให้ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง
ถ้าการใช้สารเหล่านี้ไม่ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประกาศ จะถือว่าเครื่องสำอางนั้นมีวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง ถือว่าเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ ตามกฎหมายห้ามมิให้ผู้ใดผลิตเพื่อขาย นำเข้าเพื่อขาย หรือขายเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัย หากผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3. ปริมาณสารสำคัญในเครื่องสำอางทุกชนิดนั้น กฎหมายกำหนดให้มีค่าคลาดเคลื่อนได้ น้อยกว่าไม่เกินร้อยละสิบห้า หรือมากกว่าไม่เกินร้อยละสิบแปดตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ หรือที่ได้แจ้งไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือที่ระบุไว้ในฉลาก แต่ต้องไม่เกินปริมาณสูงสุดที่ให้ใช้ตามประกาศฯ
สารสำคัญ หมายความถึง สารออกฤทธิ์หรือสารที่ทำให้เกิดสรรพคุณของเครื่องสำอาง ได้แก่
- สารควบคุมพิเศษ ที่มีอยู่ในเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ
- สารควบคุม ที่มีอยู่ในเครื่องสำอางควบคุม
- สารที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ที่มีการแจ้งชื่อและปริมาณไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือที่ระบุไว้ในฉลาก
(รายละเอียดปรากฏในประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2536 เรื่อง กำหนดเกณฑ์ค่าคลาดเคลื่อนของปริมาณสารสำคัญในเครื่องสำอาง)
เครื่องสำอางทุกประเภททุกชนิดต้องมีฉลากภาษาไทย ตามประกาศคณะกรรมการเครื่องสำอาง ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2536) ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2539) และฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2545) เรื่อง ฉลากของเครื่องสำอาง แต่ข้อความอันจำเป็นอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของเครื่องสำอาง อีกทั้งเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ และเครื่องสำอางควบคุม บางประเภทต้องแสดงคำเตือนตามที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการเครื่องสำอางด้วย
การแสดงข้อความอันจำเป็นที่ฉลากภาษาไทย
|
|
เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ |
เครื่องสำอางควบคุม |
เครื่องสำอางทั่วไป |
|
1.
|
ชื่อเครื่องสำอาง และ/หรือชื่อทางการค้าของเครื่องสำอาง ซึ่งต้องมีขนาดใหญ่กว่าข้อความอื่น |
ชื่อเครื่องสำอาง และ/หรือชื่อทางการค้าของเครื่องสำอาง ซึ่งต้องมีขนาดใหญ่กว่าข้อความอื่น |
ชื่อเครื่องสำอาง และ/หรือชื่อทางการค้าของเครื่องสำอาง |
|
2.
|
ประเภทหรือชนิด |
ประเภทหรือชนิด |
ประเภทหรือชนิด |
|
3.
|
เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ |
เครื่องสำอางควบคุม |
- |
|
4.
|
เลขทะเบียนในกรอบ อย. |
- |
- |
|
5.
|
ชื่อและปริมาณของสารควบคุมพิเศษและสารสำคัญ |
ชื่อและปริมาณของสารควบคุมและสารสำคัญ |
ชื่อส่วนประกอบสำคัญ |
|
6.
|
ผลิตในประเทศ ให้แสดงชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต นำเข้าจากต่างประเทศ ให้แสดงชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้า รวมทั้งชื่อผู้ผลิตและประเทศผู้ผลิตด้วย |
ผลิตในประเทศ ให้แสดงชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต นำเข้าจากต่างประเทศ ให้แสดงชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้า รวมทั้งชื่อผู้ผลิตและประเทศผู้ผลิตด้วย |
ผลิตในประเทศ ให้แสดงชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต นำเข้าจากต่างประเทศ ให้แสดงชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้า รวมทั้งชื่อผู้ผลิตและประเทศผู้ผลิตด้วย |
|
7.
|
เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต |
เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต |
- |
|
8.
|
วันเดือนปีที่ผลิต |
วันเดือนปีที่ผลิต |
วันเดือนปีที่ผลิต |
|
9.
|
วิธีใช้ |
วิธีใช้ |
วิธีใช้ |
|
10.
|
ปริมาณสุทธิ |
ปริมาณสุทธิ |
ปริมาณสุทธิ |
|
11.
|
คำเตือนตามที่กฎหมายกำหนด |
คำเตือนตามที่กฎหมายกำหนด |
คำเตือนตามที่กฎหมายกำหนด |
|
12.
|
ถ้าฉลากมีพื้นที่น้อยกว่า 20 ตารางเซนติเมตร ให้แสดงเฉพาะข้อ 1,4,และ10 ส่วนรายละเอียดอื่นให้แสดงในเอกสารกำกับเครื่องสำอาง |
ถ้าฉลากมีพื้นที่น้อยกว่า 20 ตารางเซนติเมตร ให้แสดงเฉพาะข้อ 1 และ10 ส่วนรายละเอียดอื่นให้แสดงในเอกสารกำกับเครื่องสำอาง |
ถ้าฉลากมีพื้นที่น้อยกว่า 20 ตารางเซนติเมตร ให้แสดงเฉพาะข้อ 1,และ10 ส่วนรายละเอียดอื่นให้แสดงในเอกสารกำกับเครื่องสำอาง |
|
|
จะสังเกตได้ว่าข้อความตามที่กฎหมายกำหนดนั้น ให้แสดงเลขทะเบียนเครื่องสำอางในกรอบ เครื่องหมาย อย เฉพาะในกรณีของเครื่องสำอางควบคุมพิเศษเท่านั้น ส่วนเครื่องสำอางควบคุม และเครื่องสำอางทั่วไป ไม่ต้องแสดงกรอบเครื่องหมายอย.ที่ฉลาก |
|